การคิดโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล คุณไม่ต้องเก่ง UX ก็ร่าง “โครงคร่าว ๆ” ให้เอเจนซีเห็นภาพได้ ซึ่งยิ่งคุณเตรียมโครงชัดเท่าไร งานออกแบบและทำเว็บก็จะตรงใจมากขึ้นเท่านั้น
ให้ลองมองว่าเว็บไซต์คือ “อาคาร” สักหลัง โครงสร้างเว็บไซต์ก็คือ “ผังห้อง” ว่าประตูเข้าตรงไหน เดินไปเจออะไรบ้าง ลูกค้าไม่ควรเดินหลงไปมาโดยไม่รู้ว่าต้องคลิกไหนต่อ
3.1 เริ่มจากกำหนดเมนูหลักก่อน
ลองเขียนเมนูหลักแบบง่ายที่สุดออกมาก่อน เช่น
หน้าแรก – ภาพรวมธุรกิจ + จุดเด่น + ปุ่มให้ทำอะไรสักอย่าง (Call to Action)
เกี่ยวกับเรา – เรื่องราวแบรนด์ พูดเรื่องความน่าเชื่อถือ
สินค้า/บริการ – แยกเป็นหมวดหมู่ให้ค้นหาง่าย
ผลงาน/รีวิวลูกค้า – ตัวอย่างงานจริง + ความเห็นลูกค้า
บทความ/สาระความรู้ – ใช้ดึงทราฟฟิกจาก Google และสร้างความน่าเชื่อถือ
ติดต่อเรา – แผนที่, เบอร์โทร, ปุ่มแอดไลน์, ฟอร์มติดต่อ
เมนูเท่านี้เพียงพอสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก–กลาง และเอเจนซีสามารถต่อยอดออกแบบได้เลย
3.2 แต่ละเมนูควรมีอะไรอยู่ข้างในบ้าง?
1) หน้าแรก
เปรียบเหมือน “หน้าร้าน” ที่ลูกค้าเดินเข้ามาเห็นเป็นที่แรก ควรมีอย่างน้อยคือ
ข้อความสั้น ๆ ว่า “คุณคือใคร / ทำอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง”
จุดเด่น 3–4 ข้อ ที่ทำให้คุณแตกต่างจากเจ้าอื่น
ปุ่มที่ชัดเจนว่าต้องการให้ลูกค้าทำอะไรต่อ เช่น
“ดูบริการทั้งหมด”
“ขอใบเสนอราคา”
“แอดไลน์ปรึกษาฟรี”
ถ้าธุรกิจมีหลายกลุ่มเป้าหมาย อาจแบ่งโซนให้คนเลือกทางตัวเอง เช่น “เจ้าของธุรกิจ”, “ฟรีแลนซ์”, “เจ้าของร้านค้าออนไลน์”
2) เกี่ยวกับเรา
หน้านี้มีหน้าที่สร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ว่าเบื้องหลังเว็บไซต์นี้มีตัวตนจริง ๆ
เล่าเรื่องราวสั้น ๆ ว่าเริ่มธุรกิจมาได้อย่างไร
ใส่รูปทีมงานหรือภาพบรรยากาศการทำงาน
จุดยืน/แนวคิดการทำงาน เช่น ซื่อสัตย์ ตรงเวลา เน้นผลลัพธ์
ใบรับรอง, รางวัล, แบรนด์ที่เคยร่วมงาน (ถ้ามี)
ส่วนนี้ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่า “กล้าทัก กล้าซื้อ” มากขึ้น
3) สินค้า/บริการ
เป็นหัวใจสำคัญของเว็บธุรกิจ ควรทำให้ค้นหาและเปรียบเทียบง่ายที่สุด
แบ่งเป็นหมวดหมู่ เช่น
บริการออกแบบโลโก้
บริการทำเว็บไซต์
บริการยิงโฆษณา
แต่ละบริการควรมี:
รายละเอียดสั้น ๆ ว่าบริการนี้แก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า
เหมาะกับใคร
สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ (Deliverables)
ขั้นตอนการทำงานคร่าว ๆ
ช่วงราคา หรือ “เริ่มต้นที่…” (ถ้ายังไม่อยากบอกราคาแน่นอน)
4) ผลงาน/รีวิวลูกค้า
หน้าที่ใช้ “พิสูจน์” ว่าสิ่งที่คุณพูดไว้ในหน้าแรกเป็นเรื่องจริง
ภาพก่อน–หลัง, ตัวอย่างงานจริง, เคสสั้น ๆ
ข้อความรีวิวจากลูกค้าจริง (พร้อมชื่อ/โลโก้บริษัท ถ้าได้)
ถ้ามีสามารถแยกหมวดผลงานตามบริการ เพื่อให้ลูกค้าเห็นเคสใกล้เคียงกับตัวเอง
รีวิวและผลงานที่จัดเป็นระบบ จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจไวขึ้นมาก
5) บทความ/สาระความรู้
ส่วนนี้สำคัญมากถ้าคุณคิดจะทำ SEO หรืออยากให้ลูกค้าเจอคุณจากการเสิร์ช Google
เขียนบทความตอบคำถามยอดฮิตของลูกค้า เช่น
“ธุรกิจเริ่มต้นควรมีเว็บไซต์แบบไหนดี?”
“ความต่างระหว่างยิงแอด Facebook กับ Google Ads”
ใส่ปุ่ม “อ่านแล้วอยากปรึกษา กดที่นี่” หรือ “แอดไลน์เพื่อขอคำปรึกษาฟรี” ไว้ท้ายบทความ
บทความที่ดีจะช่วยให้คนใหม่ ๆ เจอเว็บคุณตลอดเวลา แม้ไม่ได้ยิงโฆษณา
6) ติดต่อเรา
ให้คนติดต่อคุณได้ง่ายที่สุดเท่าที่ทำได้
ใส่หลายช่องทาง: เบอร์โทร, ไลน์, Facebook, อีเมล
แผนที่ (ถ้ามีหน้าร้าน/ออฟฟิศ)
ฟอร์มติดต่อสั้น ๆ ไม่ถามเยอะเกินไป (ชื่อ / เบอร์ / สิ่งที่อยากสอบถาม)
อย่าลืมทำปุ่มไปหน้านี้ให้ชัดจากทุกหน้า เช่น ปุ่ม “ติดต่อเรา” บนเมนูตายตัวด้านบน
3.3 คิดเรื่อง Landing Page เผื่อการทำโฆษณาและ SEO ไว้ตั้งแต่แรก
ถ้าคุณมีแผนจะ ยิง Google Ads, Facebook Ads หรือทำ SEO ในอนาคต ควรบอกเอเจนซีให้รู้ตั้งแต่ช่วงบรีฟ เพื่อให้เขาออกแบบ “หน้า Landing Page” รองรับไปเลย เช่น
หน้าเฉพาะสำหรับแคมเปญ “ทำเว็บไซต์สำหรับธุรกิจเล็ก”
หน้าเฉพาะสำหรับ “แพ็กเกจเปิดร้านค้าออนไลน์ Shopee / Lazada”
โครงของ Landing Page แบบง่าย ๆ ที่ใช้ได้ดีมักมีลำดับประมาณนี้
หัวข้อใหญ่ดึงสายตา (พูดถึงปัญหาหรือผลลัพธ์ที่ลูกค้าต้องการ)
อธิบายสั้น ๆ ว่าบริการนี้ช่วยอะไรได้บ้าง
จุดเด่น/เหตุผลว่าทำไมต้องเลือกคุณ
รีวิวหรือเคสตัวอย่าง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ปิดท้ายด้วย Call to Action ชัด ๆ เช่น ปุ่มแอดไลน์ / ขอใบเสนอราคา
เมื่อวางโครงแบบนี้ตั้งแต่ต้น เอเจนซีจะออกแบบหน้าเว็บให้พร้อมต่อยอดด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ต้องมานั่งรื้อใหม่ทีหลัง